Wednesday, 3 October 2018

พีงเอาชนะความร้ายด้วยความดี



ภาษาอังกฤษใกล้ตัว;

Conquer evil by good.
พึงเอาชนะความร้ายด้วยความดี



Best wishes,

Than Bristol House xx

Visit www.bristolhouse.net
www.facebook.com/ThanEnglishClub/
Call 085-164-6105
Email BristolHouseThailand@yahoo.com
Enrich Your English at Bristol House Today

I must be cruel, only to be kind.

Proverb In Use;
สุภาษิตอังกฤษน่ารู้;


สวัสดีครับ ผมชื่อ Than จากบริสตอลเฮ้าส์ครับ สืบเนื่องจากที่ผมได้ชมคลิป BBC Learning English ของสุภาษิตนี้ครับ จริงๆแล้วก็เพิ่งรู้ครับว่าเป็นสุภาษิต เพราะที่ผมเคยได้ยินฝรั่งพูดกันไม่ว่าจากกับเพื่อนฝูงหรือจากสื่อต่างๆ มันก็น่าจะคาดเดาได้ง่ายอยู่นะครับ สุภาษิตนั้นคือ

I must be cruel, only to be kind.

พอเดาได้ไหมครับ? ว่าแปลว่าอะไร?

นั่นคือ แปลตรงตามตัวได้ว่า "ฉันต้องโหดร้าย เพื่อจะได้ใจดี" ครับ


ทำให้เราเข้าใจได้ว่ามันคล้ายคลึงกับสำนวนไทย ประมาณว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ครับ แน่นอนว่าหลายคนรักลูกมากจนไม่กล้าว่า ไม่กล้าสอน กลัวลูกจะโกรธ เติบโตขึ้นมาก็จะเป็นปัญหาต่อสังคมโดยรวม เพราะเขาแยกแยะไม่ออกว่าอะไรควร อะไรไม่ควรครับ สำนวนภาษาอังกฤษนี้จะสื่อแนวนั้นละครับ ว่า "จำเป็นต้องโหดร้าย หรือต้องพูดความจริงแม้มันจะเจ็บปวดที่จะรู้ เพื่อจะได้รับทราบกัน และเดินหน้าต่อไปจากจุดนี้อย่างมีความสุข" ครับ


ที่มาของสำนวนนี้เป็นภาษา Shakespears ครับ ตั้งอดีตกาลนานหลายปีแล้ว แต่ยิ่งทุกวันนี้ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าโลกยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่ครับ เรามาถึงจุดที่หลายคนยังมองไม่ออกว่า คนพูดดี จริงๆ แล้วมีเจตนาดีหรือเปล่า หรือคนพูดร้าย จริงๆ แล้วมีเจตนาร้ายหรือเปล่า หรือถ้าแปลงเข้าสู่ประเด็นชาวพุทธ ในฐานะที่ผมเคยบวชพระแล้ว เช่นว่าคนเป็นพระสงฆ์ จำเป็นต้องห่มผ้าเหลืองอย่างเดียวหรือเปล่า แล้วคนที่ห่มผ้าเหลือจีวรพระ จำเป็นต้องเป็นพระเสมอไปหรือเปล่า สำหรับบางคนไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจครับ แต่บางคนก็อาจบอกว่าว่ายาก ไม่เข้าใจก็เป็นได้ ก็น่าคิดต่อไปนะครับ (คือคิดต่อว่าจะเลือกฟังคนไหน หรือเลือกเชือหรือไม่เชื่อใคร อะนะครับ..)


ชมคลิปนี้ ตำนานสนุกๆ และตัวอย่างการใช้สุภาษิตนี้ครับ


I must be cruel, only to be kind - Shakespeare Speaks
https://youtu.be/M42Gp-AqKQo



คงจำได้ไม่ยากครับ สุภาษิตเพราะๆ วันนี้ ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ ฝากแชร์ให้คนที่คุณรัก และกด like ด้วยครับ


Best wishes,


Than Bristol House xx

Visit www.bristolhouse.net
www.facebook.com/ThanEnglishClub/
Call 085-164-6105
Bristol House Miracle of Knowledge

วิธีการฝึกสมาธิประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นภาษาอังกฤษครับ ผมนำมาแปลเป็นไทยเพราะๆ ให้อ่านกัน

The Buddha's Enlightenment;


ช่วงนี้หยุดยาววันพระใหญ่ ผมขอแปลบทความตัดมาครับ เป็นความรู้หลักพุทธเรื่องการทำสมาธิมาฝากครับ ได้ความรู้ธรรมะด้วย และภาษาอังกฤษด้วยครับ

When standing, walking, sitting, and lying down, keep your mindfulness continuous at all times. This is called practicing meditation (kammatthana) correctly. The reason why our mindfulness isn't continuous is because we don't do it. "Doing it" isn't something the body does. The mind is what does it. If we do our mindfulness so that it's continuous, so that we're constantly aware, it's like drop of water that flow continuously so that they become a continuous stream of water. If you train the mind in this way, your meditation will progress quickly and well.


But these days, people go practice vipassana for three days, seven days, ten days, fifteen days, and then they come out of retreat. They say that they've already done vipassana and they're good at it. So they go to sing and dance and play around. When that happens, their vipassana is gone and they don't have any left. When they do all kinds of unskillful things that stir up the heart and damage it like this, you can't call it "practice". It's a mode of practice like planting a tree where your plant it today and then, in three days' time, you pull it up and plant it over there. Then, after another three days, you pull it up again. The tree is going to die and you won't get to eat the fruit. Meditation can die in just the same way.


Source: Dhamma Wisdom

แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ


เวลาที่คุณยืน เดิน นั่ง และนอนลง อยู่นั้น ให้รักษาสติวิปัสสนาให้ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา อย่างนี่เรียกว่าการทำสมาธิกรรมฐานด้วยการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เหตุผลที่ความมีสติของเราไม่ต่อเนื่องก็เพราะว่าเราไม่ทำมัน "การทำ" นี้ไม่ใช่สิ่งที่เราใช้กายทำ เราใช้ความคิดจิตใจทำ. หากเราฝึกสติเพื่อให้เกิดสติอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราตระหนักรู้อยู่ตลอด อย่างนี้มันเหมือนหยดนำ้ที่ไหลอย่างต่อเนื่องจนทำให้กลายเป็นสายนำ้ หากคุณฝึกความคิดจิตใจแบบนี้ สติของคุณจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและอย่างดี


แต่สมัยนี้ หลายคนไปฝึกทำสติวิปัสสนาได้ 3 วัน 7 วัน 10 วัน 15 วัน แล้วเขาก็ออกมาจากช่วงเวลาสัษโดษ พวกเขากล่าวว่าได้เคยทำวิปัสสนาแล้วและพวกเขาเก่งแล้ว แล้วก็ออกไปร้องไปเต้นไปเล่นเรื่อยเปื่อย เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว วิปัสสนาของเขาก็หายไปไม่เหลือ เวลาพวกเขาทำสิ่งทั้งหลายใดๆที่ไม่ก่อเกิดทักษะที่มันทำให้ใจขุ่นมัวอย่างนี้ คุณจะเรียกมันว่า 'ฝึกปฎิบัติ' ไม่ได้ เพราะมันก็เหมือนการฝึกเหมือนเอาต้นไม้ไปปลูกไว้ที่นึงวันนี้ หลังจากนั้นได้ 3 วันก็ถอนมันออกแล้วไปปลูกอีกที่นึง หลังจากนั้นอีก 3 วันก็ถอนต้นไม้อีก ต้นไม้ก็ตายได้แล้วคุณก็จะไม่เก็บดอกกินผลจากมัน การทำสมาธิอาจสูญสิ้นไปได้ในแบบเดียวกันที่กล่าวมา


แหล่งจาก : ปัญญาธรรม


ขอให้มีความสุขมากๆครับ


Lots of love,

Than Bristol House xx

Visit www.bristolhouse.net
www.facebook.com/ThanEnglishClub/
www.youtube.com/channel/UCqtpB0APy3Iy6ZPScLdjlZg
Call 085-164-6105
Bristol House Miracle of Knowledge

"แล้วฉันจะคอยให้กำลังใจเธอนะ" ...พูดอย่างไรเป็นภาษาอังกฤษเพราะๆ

Idiom & Expression;
สำบัด สำนวน;


สวัสดีครับ ผมชื่อแทน จากบริสตอลเฮ้าส์ครับ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านครับ


ก่อนอื่นเลย ท่านใดต้องการเรียนภาษาอังกฤษกับผม ผมสอนเอง เน้นใช้ภาษาอังกฤษจริงครับ ทางสถาบันได้ปรับลดราคาค่าเรียน และเพิ่มชั่วโมงเรียนหลายคอร์ส หากคุณสนใจ โปรดเข้าไปอัพเดตข้อมุลในเว็ปไซต์ครับ
www.bristolhouse.net/on-campus-courses.php

ส่วนคอร์สออนไลน์ที่เป็นวีดีโอ มีเปิดสอนหลายวิชา ผมกำลังทำหลักสูตรใหม่อยู่เรื่อยๆ ครับ ตอนนี้เข้าไปดูได้ว่าสนใจเรียนคอร์สไหนดี www.bristolhouse.net/reg_onlinecourse.php ครับ


ฝากช่วยแชร์บล๊อกผมให้เพื่อนๆคุณผู้อ่านด้วยครับ แชร์ผ่าน Social media ก็ได้ก็ดีครับ..


เข้าสู่ประเด็นสำนวนวันนี้ ผมตั้งใจเขียนมาก หวังว่าคุณอ่านแล้วจะนำไปใช้ได้แน่นอนครับ ยาวหน่อยนะครับ อ่านแล้วจะเป็นประโยชน์มาก ..


.. เนื่องจากหลายคนถามผมครับว่า อยากจะหาคำเพราะๆ สักคำ เพื่อบอกว่า "จะคอยสนับสนุนเธอนะ" หรือแนว "คอยให้กำลังใจ" หรือแนว "ฉันจะคอยปกป้องดูแลเธอนะ" ภาษาอังกฤษเพราะๆ จะใช้คำไหนดี ผมอยากให้ทุกคนทราบถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดของภาษาอังกฤษครับ นั่นคือเรามีสำนวนใช้เยอะมากจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ใน 1 ความหมาย เราอาจมีสำนวนให้เลือกใช้มากกว่า 1 สำนวนครับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พอเราเข้าใจที่ผมบอกแล้ว การ "เรียน" ภาษาอังกฤษก็กลายเป็นการ "ใช้" ภาษาอังกฤษครับ นั่นคือฝึกปฏิบัติเรียนรู้ตลอดเวลาและตลอดไปครับ

ถ้าเราจะพูดตรงๆ เราก็บอกได้ครับ ว่า
I will always support you. แปลว่า "ฉันจะคอยสนับสนุนคุณตลอด"

ตัวอย่างเช่น
A) I think I want to run for team leader.
B) That's a good idea. I will always support you.

A) ฉันคิดว่าฉันจะสมัครเป็นหัวหน้าทีม
B) เป็นความคิดที่ดีเลย ฉันจะคอยสนับสนุนคุณ

หรือ
You have my support. ในประโยคนนี้ คำว่า Support เป็นคำนามได้ครับ ก็แปลตรงตามตัวได้ความหมายตามใจต้องการ ว่า "คุณได้รับการสนับสนุนของฉัน"

ตัวอย่างเช่น
A) I am quite worried about the recent job application I've made.
B) Don't you worry. I truly hope you get it. You have my support.

A) ฉันรู้สึกกังวลใจเรื่องงานที่เพิ่งสมัครไปจังเลย
B) คุณไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันว่าคุณจะได้งานนี้ คุณได้รับการสนับสนุนของฉันเสมอ


ส่วนถ้าเป็นสำนวนอังกฤษวันนี้ ความหมายดังกล่าวด้านบน ผมคิดออกได้ 2 สำนวนครับ รับรองว่าถึงใจมาก นำไปใช้กันนะครับ ดังนี้

สำนวนแรก

I'm right behind you. ซึ่งตรงตามตัวครับ แปลว่า "ฉันจะคอยอยู่ข้างหลังเธอ" เราใช้สื่อว่าจะคอยดูหลัง ระวังหลังให้ จะคอยสนับสนุน หากผิดพลาด หากล้มเทลงมา ก็จะคอยโอบกอดจับไว้ให้ปลอดภัยครับ


ข้อสังเกตนิดนึงนะครับ แต่สำคัญมาก คำว่า right behind you นี้ ตัว adverb 'right' นี้ จะขาดไม่ได้เลยนะครับ คือต้องใช้ควบกันเพื่อให้ได้ความหมายลึกซึ้ง right นี้แปลว่า "ตรงนี้" เหมือนว่าจะไม่หนีไปไหนไกลครับ จะคอยดูแลให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลาครับ


ตัวอย่างเช่น

A) I don't know what to do with this situation because I couldn't see how it's going to turn out.
B) You know, whatever you do, I'm right behind you.

A) ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ดี ฉันมองไม่ออกจริงๆว่ามันจะกลายเป็นอย่างไร
B) คุณรู้ไหม ไม่ว่าคุณจะทำอย่างไร ฉันจะคอยอยู่ข้างหลัง จะคอยสนับสนุนคุณเสมอ

สำนวนที่ 2

You have my back. ตัวนี้ back ผมเชื่อว่าน่าจะมาจาก back up หรือ "กำลังสำรอง" นะครับ ไพเราะมากทีเดียว ถูกใช้ในการให้การสนับสนุน ให้กำลังใจทุกอย่าง รวมถึงการปกป้อง โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องราวของคนเมือง ก็อาจจะรวมถึงการสนับสนุนทางด้านการเมืองได้ครับ แต่ข้อสังเกตที่ผมต้องเน้นย้ำอีกประการก็คือ เราต้องพูด กริยา "have" ให้ชัดเจน ให้เป็นรูปปัจจุบันนะครับ เพื่อให้ได้ความหมายว่าเป็นเรื่องจริงปัจจุบัน หากปรับเป็นอดีต (had) เมื่อไหร่ ละก้อ มันจะกลายเป็นเรื่องอดีตนะครับ (และนั้นคือปัจจุบันไม่สนับสนุนแล้ว)

ตัวอย่างนะครับ
A) So I'm going on this adventure now. I will miss you.
B) You always have my back. Have fun and see you soon.

A) ฉันจะไปผจญภัยนี้ละนะ ฉันจะคิดถึงคุณ
B) ฉันจะคอยให้กำลังใจสนับสนุนคุณอยู่เสมอ เที่ยวให้สนุกแล้วเจอกันใหม่


แฟนเพจเราคิดเห็น นึกประโยคใหม่ๆ หรือนอกเหนือจากนี้ ก็แชร์กันบ้างนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ


ขอบคุณสำหรับการติดตามและบอกต่อครับ แล้วเจอกันใหม่


Best wishes,

Than Bristol House xx
Visit www.bristolhouse.net
www.facebook.com/ThanEnglishClub/
www.youtube.com/channel/UCqtpB0APy3Iy6ZPScLdjlZg
Call 085-164-6105
Bristol House Miracle of Knowledge

"แย้งซีนฉัน" พูดอย่างไรเป็นภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษใกล้ตัว;


โพ้สนี้ขอเขียนอะไรใกล้ๆ ตัวหน่อยดีกว่าครับ ใครมีเพื่อนที่ชอบแย้งซีนไหมครับ? หรือใครชอบแย้งซีนเพื่อนเองบ้าง? ;-) เห็นกันบ่อยครั้งเลย น่าจะในทุกวงการเลยในปัจจุบัน ใครอยากจะเด่นอยากจะดังต้องมีความสามารถในการ "แย้งซีนคนอื่น" ไม่งั้นไม่ดัง  อย่าไปสับสน "การแย้งซีน" กับ "ความกล้า" นะครับ เพราะพวกชอบแย้งซีนจะคอยดูว่าคนอื่นผู้ใดทำอะไรดี แล้วเขาก็จะทำตามครับ การแย้งซีนคือก๊อปปี้งานคนอื่น แต่ทำให้แรงกว่า การเลียนแบบคนอื่นไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชมอะไร


ประเด็นภาษาอังกฤษใกล้ตัวนี้ ผมจะเขียนอธิยาย คำว่า "แย้งซีน" นี้ เป็นภาษาอังกฤษครับ ให้แฟนเพจเราเข้าใจได้ง่ายๆ ที่ไปที่มาเราก็ได้มาจากภาษาอังกฤษพอดีเลยครับ จึงจำไปได้เลย นั่นคือมาจาก "ขโมยซีน" นั่นเองครับ ภาษาอังกฤษคือ 'Steal (the) scene' ภาษาอังกฤษเราใช้ phrase แบบนี้คือเป็นคำกริยา (Verb) นะครับ แล้ว scence เป็นกรรม (object)


ตัวอย่างในประโยคภาษาอังกฤษนะครับ เช่น


I'm tryig to make a point to a friend. Don't steal the scence now, please.
ฉันพยายามพูดกับเพื่อนให้เข้าใจกันอยู่ อย่ามาแย้งซีนฉันตอนนี้นะ ได้โปรด


หรือ
I was dancing in front of this guy, and he was looking at me so attentively. Then there was this little girl in the club came over and hugged him from out of the blue. I couldn't believe she stole the scence just like that.
ก็ฉันกำลังเต้นอยู่ข้างหน้าผู้ชายคนนี้ไง แล้วเขาก็มองฉันใหญ่เลย เสร็จแล้วก็มีผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งในคลับ อยู่ดีๆ ก็เดินเข้ามากอดผู้ชายคนนี้เลย ฉันไม่อยากเชื่อเลยมันแย้งซีนฉันอย่างนั้น


ต่อมาครับ ในภาษาอังกฤษ เราปรับเปลี่ยนประเภทคำได้ครับ อย่างคำนี้ก็ทำเป็น "คำนาม" ได้ครับ ไว้เรียก "จอมแย้งซีน" ทั้งหลาย จะได้ว่า 

'a scene stealer' มันไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากถูกเรียกอะนะครับ แต่ก็มีคนทำนิสัยอยู่เยอะ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นแพ็คคู่ คือ "จอมแย้งซีน" กับ "ก็ฉันไม่รู้นินา" ในภาษาอังกฤษเราจะเรียกใครเป็นพวกประเภทนี้ เรานิยมสร้างประโยคแบบนี้ครับ


The presentation about our new products went well even though the other team kept distracting us by firing questions the way they did when it was not their time to speak. Those guys were such scence stealers.
การทำพรีเซ็นเทชั่นเรื่องสินค้าใหม่ของเราไปได้ดี แม้ว่าอีกทีมหนึ่งเขาจะทำให้เราเสียสมาธิไขว้เขวโดยการถามคำถามอย่างนั้น ซึ่งมันไม่ใช่เวลาของพวกเขาในการพูดเลยจริงๆ พวกนั้นเป็นจอมย้งซีนคนอื่นจริงๆ


ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ


Until next time, goodbye.


Than Bristol House x

แปลเพลง Listen Beyonce เป็นภาษาไทย ได้เรียนรู้ลักษณะการใช้ภาษาที่ดีครับ

World of Music;

บทเพลงต่างๆ ที่เขาว่าได้ถูกเขียนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไว้เป็นเพลงหมดแล้ว แต่ที่จะแตกแยกย้อยไม่มีซ้ำกันน่าจะเป็นลีลาการร้องเพลงและการแสดงออกทางอารมณ์ของเพลง และเหตุผลที่ผมชอบเพลงนี้เป็นพิเศษเพราะผมเป็นคนชอบฟังครับ ผมจึงแปลเพลงนี้เป็นภาษาไทยนะครับ พยายามเรียบเรียงให้เข้าใจในภาษาไทยให้ง่ายที่สุด ลองอ่านคำแปลและเรียนรู้ภาษาอังกฤษดีๆ จากเพลงนี้ครับ Listen ร้องโดย Beyonce ครับ

Beyoncé - Listen [LYRICS]
https://youtu.be/P8GW6N3XYi8

Best wishes,

Than Bristol House xx
Visit www.bristolhouse.net
www.youtube.com/channel/UCqtpB0APy3Iy6ZPScLdjlZg
Call 085-164-6105
Bristol House Miracle of Knowledge

​"Listen"

Listen to the song here in my heart
​ฟังสิ ฟังเพลงในหัวใจของฉันนี้​

A melody I start but can't complete
​เมโลดี้ที่ฉันเริ่มไว้แต่เขียนไม่จบเพลง​

Listen, to the sound from deep within
​ฟังสิ ฟังเสียงจากลึกๆ ข้างใน​

It's only beginning
​มันเพียงเป็นจุดเริ่มต้น​

To find release
​เพื่อค้นหาการปลดปล่อย​

Oh, the time has come
​โอ้ว ได้เวลาแล้ว​

For my dreams to be heard
​ที่ความฝันของฉันจะถูกประกาศออกมา​

They will not be pushed aside and turned
​ความฝันของฉันมันจะไม่ถูกละทิ้งไปละคราวนี้​

Into your own
​หรือกลายเป็นของเธอ​

All cause you won't
​ทั้งหลายนี้เพียงเพราะเธอไม่​

Listen
​ฟัง​

[Chorus:]
Listen, I am alone at a crossroads
​ฟังสิ ฉันอยู่คนเดียวที่​ทางแยกนี้

I'm not at home, in my own home
​ฉันอยู่บ้านตัวเอง ก็รู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่​

And I've tried and tried
​แล้วฉันก็พยายามแล้วพยายามอีก​

To say what's on my mind
​ที่จะพูดให้เข้าใจ​

You should have known
​เธอน่าจะรู้มาตลอด​

Oh, now I'm done believing you
​โอ้ว ฉันไม่เชื่อเธออีกต่อไปแล้ว พอกันที​

You don't know what I'm feeling
​เธอไม่รู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร​

I'm more than what you made of me
​ฉันมีอะไรดีมากกว่าที่เธอกล่าวพูดถึงฉัน​

I followed the voice you gave to me
​ฉันตามเสียงของเธอที่ให้ฉันไว้​

But now I gotta find my own
​แต่ตอนนี้ฉันต้องหาเสียงของฉันเอง​

​####​

You should have listened
​เธอควรจะฟังกันบ้างนะ

There is someone here inside
​มันมีใครบางคนอยู่ข้างใน​

Someone I'd thought had died
​บางคนที่ตอนแรกฉันก็คิดว่าตายไปแล้วเหมือนกัน​

So long ago
​นานมาแล้ว​

Oh, I'm screaming out, and my dreams will be heard
​ดังนั้น ฉันจะร้องตะโกน​ เพื่อให้ความฝันของฉันประจักษ์

They will not be pushed aside or worse
มันจะถูกละทิ้งไปไหน​​ หรือแย่กว่านั้น

Into your own
​​กลายเป็นของเธอเอง

All cause you won't
​ทั้งหมดทั้งหลายนี้เพราะเธอไม่

Listen​
ฟัง​

​[Chorus:]
Listen, I am alone at a crossroads
​ฟังสิ ฉันอยู่คนเดียวที่​ทางแยกนี้

I'm not at home, in my own home
​ฉันอยู่บ้านตัวเอง ก็รู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่​

And I've tried and tried
​แล้วฉันก็พยายามแล้วพยายามอีก​

To say what's on my mind
​ที่จะพูดให้เข้าใจ​

You should have known
​เธอน่าจะรู้มาตลอด​

Oh, now I'm done believing you
​โอ้ว ฉันไม่เชื่อเธออีกต่อไปแล้ว พอกันที​

You don't know what I'm feeling
​เธอไม่รู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร​

I'm more than what you made of me
​ฉันมีอะไรดีมากกว่าที่เธอกล่าวพูดถึงฉัน​

I followed the voice you gave to me
​ฉันตามเสียงของเธอที่ให้ฉันไว้​

But now I gotta find my own
​แต่ตอนนี้ฉันต้องหาเสียงของฉันเอง​

I don't know where I belong
​ฉันไม่รู้ว่าควรจะอยู่ที่ไหน ​

But I'll be moving on
​แต่ฉันก็จะเดินทางต่อไป​แน่

If you don't
​หากเธอไม่​

If you won't
​หากเธอไม่​

Listen to the song here in my heart
​ฟังเสียงนี้ในหัวใจฉัน​

A melody I start
​เมโลดี้อันหนึ่งที่ฉันเริ่มไว้​

But I will complete
​แต่ฉันจะเขียนให้สำเร็จแน่​

Oh, now I'm done believing you
​โอ้ว ตอนนี้ฉันไม่เชื่อในตัวเธออีกแล้ว พอกันที

You don't know what I'm feeling
​เธอไม่รู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร​

I'm more than what you've made of me
​ฉันมีดีมากกว่าที่เธอเข้าใจมา​

I followed the voice you think you gave to me
​ฉันทำตามเสียงที่เธอคิดว่าเธอให้ฉันมา​

But now I gotta find my own​
​แต่ตอนนี้ฉันต้องค้นหาเสียงของตัวเอง

my own
ของฉันเอง

####


Monday, 1 October 2018

การใช้ Similarly - In the same way - Likewise

Grammar เป๊ะ!!


ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่ได้รับคำถามมาจากรุ่นน้องท่านหนึ่ง สอบถามผมมาทาง message ครับ จริงๆต้องให้เกียรติน้องเขาหน่อยเพราะตอนนี้เขาเป็นอาจารย์ประจำมหาลัยแล้วคับ น่าภาคภูมิใจมากทีเดียว ผมขอแสดงความชื่นชมและเคารพเป็นอย่างสูงครับ


สอบถามมาเรื่องวิธีการใช้สำนวนเชื่อมประโยค หรือ Linking Expression ครับ โดยได้ส่งภาพนี้มาด้วยครับ ถามว่ามันใช้ต่างกันอย่างไร ...


ลองให้ผมอธิบายดังนี้นะครับ หวังว่าสิ่งที่ผมเขียนจะอธิบายให้คุณๆผู้อ่านทุกท่านเข้าใจได้อย่างดีที่สุดทีเดียว อ่านแล้วจำไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมเลยนะครับ



จากภาพ เป็นตัวอย่างการเปรียบเทียบเนื้อความประโยค โดยใช้คำว่า
Similarly, In the same way, Likewise, clause (sentence)


​โดยความหมายแล้ว 3 ตัวนี้ใช้สื่อความหมายเหมือนกันเลยครับ เหมือนกัน เด๊ะ เป๊ะ เลย นั่นคือ
Similarly แปลว่า "ซึ่งคล้ายกัน" หรือ "ในทำนองเดียวกัน"
In the same way แปลว่า "ในแนวทางเดียวกัน"
และ likewise แปลว่า "เช่นกัน"


และทั้ง 3 phrase นี้ก็ทำหน้าที่เป็น adverb ของประโยค จึงเหมือนใช้แทนกันได้เลยครับ

หลักการใช้คือ เราจะมีประโยคแรกก่อนหน้าครับ ที่อธิบายให้ชัดเจนได้ระดับหนึ่งไปใน “แนวทาง” หรือ “เส้นทาง” หนึ่งๆ ครับ แล้วใช้คำเหล่านี้ join หรือ “เชื่อมประโยค” แล้วประโยคต่อมาต้องอธิบายตัวอย่างอื่น หรือประเด็นอื่น ใน “แนวทางเดียวกัน” หรือ “เส้นทางเดียวกัน” นะครับ ตรงนี้ผมย้ำว่าสำคัญมากจริงๆ ครับ ผมเลือกใช้คำว่า "เส้นทาง" นี้ก็เพราะว่ามันจะเป็นเส้นทางใดก็ได้ครับ หลากหลายเรื่องเลยครับ ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือไม่ดี เรืองการพัฒนาหรือการถดถอย เรื่องปัญหาหรือเรื่องแนวทางแก้ไข เรื่องแนวคิดต่างๆก็ได้ครับ ขอให้เป็น “เส้นทางนั้นเส้นเดียว” ที่เขียนสื่อเป็นนัยไว้นะครับ

ข้อสังเกตที่สำคัญอีกอันก็คือ ส่วนใหญ่เรานำไว้หน้าประโยคผล (ประโยคที่ 2) ไว้หลัง comma (,) แบ่งไว้ครับ แต่ถ้าไม่อยากใส่ comma ก็ได้นะครับ เพราะอย่างที่ทราบว่ามันเป็น adverb มันอยู่ตรงไหนก็เป็นที่เข้าใจได้ครับ สังเกตได้ถ้าใครอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาเยอะๆ นักเขียนจะไม่ใส่ comma มากมายครับ ไม่งั้นจะเต็มไปหมด จึงเอาที่จำเป็น ตัวอย่างเช่นครับ

คำว่า Similarly

Travelling to Japan can be an incredible experience because Japanese people are really sincerely polite. Similarly, if you come to Thailand you will find that Thais are thought to be kind and generous to tourists.

“การท่องเที่ยวไปประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากๆ เพราะว่าคุณญี่ปุ่นเป็นคนสุภาพอย่างจริงใจจริงๆ ในทำนองเดียวกัน ถ้าคุณมาเที่ยวประเทศไทยคุณจะพบว่า คนส่วนใหญ่มองคนไทยว่าเป็นคนใจดีกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ”

แนวทางของความหมายก็คือ ประโยคแรกว่า “ประสบการณ์ท่องที่มีความสุขเพราะความเป็นสุภาพชนที่ญี่ปุ่น” นะครับ แล้วเชื่อม Similarly แล้วเชื่อมประโยคที่ 2 ที่มีใจความ “ความใจดีของคนไทยต่อนักท่องเที่ยว” ครับ เส้นทางเดียวกันแบบนี้นะครับ

ตัวอย่างการใช้ In the same way ครับ
Just because someone is working as a financial consultant​ doesn't mean that he or she can start a business. In our society somehow we are trained to easily make predictions about people based on their status or appearances. In the same way, if you think all people who can speak English are intelligent then you're very likely to be disappointed. Even though English is just the language we use, true wisdom actually comes from the way one thinks and reacts to a circumstance.

“เพียงเพราะว่าใครบางคนทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงิน มันก็ไม่ได้หมายความเขาหรือเธอคนนั้นจะเริ่มทำธุรกิจได้ ปัจจุบัน เราถูกเสี้ยมสอนทางสังคมให้คาดการประเมินผู้อื่นอย่างง่ายดายโดยพื้นฐานของฐานะหรือรูปร่างหน้าตาของเขา ในทำนองเดียวกัน ถ้าคุณคิดว่าคนทุกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้เป็นคนฉลาดหมดละก็ คุณก็น่าจะพบกับความผิดหวัง เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นเพียงภาษาที่เราใช้ แต่ปัญญาที่แท้จริงมาจากวิธีการคิดและประพฤติต่อสถานการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นต่างหาก”


ลองตัวอย่างกับคำว่า likewise บ้างนะครับ เอาประโยคสั่นๆ พอละกันครับ เนื่องจาก likewise เป็น adverb คำเดียวโดดๆ จึงสามารถแทรกไว้ตรงไหนของประโยคที่ต้องการที่เหมาะสมก็ได้ครับ มันกะทัดรัดมากกว่าครับ ตัวอย่างเช่น

Taking examination can be rather stressful for students. If you’re looking for a job, going to job interviews likewise can be quite nerve-wracking.

การทำข้อสอบบางทีมันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเครียดสำหรับนักเรียน ถ้าคุณกำลังหางานอยู่ การไปสัมภาษณ์งานก็เป็นเรื่องที่น่ากระวนกระวายใจอย่างหนึ่งเช่นกัน

สังเกตได้นะครับว่าประโยคแรกมีนัยว่า “ความเครียดในการสอบ” และประโยคที่สองสื่อว่า “ความเครียด
คล้ายๆกันของการเข้าสัมภาษณ์งาน” ครับ

น่าสนใจทีเดียวครับ ทั้ง 3 วลีเชื่อมประโยคนี้ เราควรนำมาใช้ในภาษาอังกฤษให้เหมาะสมครับ มันเป็นการบอกให้ผู้ฟังรู้ด้วยว่าเรากำลัง “คิด” ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา

ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ แล้วเจอกันใน post ต่อไปครับ

Hope you have a lovely day,

Than Bristol House xxx

Visit www.bristolhouse.net
www.facebook.com/ThanEnglishClub/
www.youtube.com/channel/UCqtpB0APy3Iy6ZPScLdjlZg
Bristol House
Miracle of Knowledge
Enrich your English at Bristol House School call 085-164-6105